+++ใครกันที่สร้างโลก+++

posted on 18 Sep 2007 18:26 by fuxchai

เคยรู้หรือไม่ว่าใครสร้างโลก

พระเจ้าหรือ...พวกท่านเคยเห็นพระเจ้าหรือไม่

พระพรหม....แล้วพวกท่านเคยพบแบบตัวเป็นๆเลยหรือไม่

แล้วใครล่ะ......

อยากรู้หรือ.....

ผู้นั้นอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกล

ตัวคุณนั่นเอง.....

แล้วผู้ทำลายล่ะ

.......

พระศิวะหรือ.....ถ้างั้นผู้ที่กราบบูชาพระศิวะก็เลวสิ

มาร.....

มารงั้นหรือ......

อาจจะใช่

แล้วมารล่ะอยู่ที่ใด......

ก็ที่ตัวคุณ

คนเราเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย.....

อยู่ที่ตัวเรา......

ว่าจะเลือกอย่างไหน

ผู้สร้างโลก.......

...............

หรือผู้ทำลายโลก

ชีวิตคนเราถ้าไม่มีศีลไม่มีธรรมแน่นอนว่า

อีกไม่นานก็คงถึงคราวโลกาจะวินาถ

อันเนื่องจากมีแต่ผู้ทำลายมิมีผู้สร้าง.....

............

ทุกวันนี้เรายังคิดอีกหรือ......

คิดที่จะทำลายคิดอกุศล

ความคิดดีๆของคนเราเคยบ้างไหมที่จะพรั่งพรู

ออกมา

แน่นอนว่ามันก็ต้องอยู่ที่จิตใต้สำนึกของคนเราด้วย

สักวันเราอาจจะเป็นผู้สร้างหรือที่นักปราชญ์บัณฑิต

แต่กาลก่อนเรียกว่า....มนุษย์......

คน....

ไม่ใช่

มนุษย์

เพราะมนุษย์คือผู้ประเสริฐ

แต่คนเรายังเวียนว่ายอยู่ในวงกิเลส

แล้วคุณล่ะ.....

จะเป็นผู้สร้างโลกหรือผู้ทำลาย.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตอนนี้มนุษย์เราก็ทำลายโลกด้วยการ ทำให้โลกร้อนขึ้นแล้วไงครับ ตอนนี้หยุดไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือชลอให้ช้าลงเท่านั้น
ไม่รู้เมื่อไหร่โลกจะกลายเป็นโลกแห่งทะเล เพราะน้ำแข็งอาจละลายหมดโลกซักวัน

#1 By ก๋อง *~*$treet English *~* on 2007-09-18 18:35

เฮ้ย !! มีสาระอีกแล้วอะ

มันมีสาระได้ยังไงอะ !!!!!!

(นี่ สะท้านมากเลยนะเนี่ย.......)


#1 กินใจมากอะ....

#2 By » {๐๔} d r e a м .™ on 2007-09-18 19:00

โอ๊ววววววววววววววววส์
ไม่น่าเชื่อ.....

#3 By หม่ำBiZKiZ (58.136.36.2) on 2007-09-18 19:20

คอมเม้นไม่ออกเรยอ่ะ

แบบตอนมีสาระ

เอ่อ

ขอตัวน่ะ

#4 By Sun Bless Me (58.8.59.29) on 2007-09-18 20:31

สาธุ
สัพเพสัพตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บ
ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นจนเป็นสุขเป็น
สุขเถิด.....

#5 By ศุบัณฑิตZooBandit (58.136.36.2) on 2007-09-18 20:57

ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าโลกนี้เกิดขึ้นเองจากกฎแห่งธรรมชาติอันมี ๑.กฎแห่งสภาวะ หรือมีธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม และ ไฟ ที่เปลี่ยนสถานะเป็นธาตุต่างๆกลับไปกลับมา ที่เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ๒. กฎไตรลักษณ์ และ ๓.กฎแห่งเหตุผล เช่น ทุกขลักษณ์ทำให้สิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งมิได้เหมือนจะต้องระเบิดอยู่ตลอดเวลา อย่างแสงอาทิตย์ต้องวิ่งมาชนโลก โลก จักรวาล แกแล๊คซี่ต้องหมุน ลมต้องพัด เปลือกโลกต้องเคลื่อน ทำให้มีกฎแห่งสมตา(ปรับสมดุล)เช่นเรานอนเฉยๆต้องขยับ หรือวิ่งมากๆต้องหยุด เช่นความร้อนย่อมต่องการสลายตัวไปที่เย็นกว่า ไฟฟ้าในเมฆพายุฝนที่มีมากทิ้งมาที่พื้นโลกจนเกิดฟ้าผ่า ที่ๆเป็นสุญญากาศย่อมดึงให้สิ่งที่มีอยู่เข้ามา ความทุกข์ทำให้เกิดการวิวัฒนาการของสัตว์ พืช เช่นพืชที่ปลูกถี่ๆกันย่อมแย่งกันสูงเพื่อแย่งแสงอาทิตย์ในการอยู่รอด หรือ อนิจจลักษณ์(ความไม่แน่นอน)ทำให้สิ่งทั้งปวงย่อมต้องเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม อย่างธาตุดิน(ของแข็ง)เปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ(ของเหลว)เปลี่ยนเป็นธาตุลม(แก๊ส)และเปลี่ยนเป็นธาตุไฟ(แสง ความร้อน พลังงาน)และเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด แม้จะเปลี่ยนแปลงแต่การเปลี่ยนแปลงก็มีขีดจำกัดทำให้เกิดกฎแห่งวัฏจักร โลก จักรวาล กาแล็กซี ย่อมหมุนเป็นวงกลม สิ่งมีชีวิตเริ่มต้นถึงที่สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่ ความไม่แน่นอนทำให้สัตว์ พืช ไม่เหมือน พ่อแม่ของตนได้นิดหน่อยเพราะกฎแห่งเหตุผลทำให้ลูกต้องมาจากปัจจัยพ่อแม่ของตน เช่นหมูที่เขี้ยวยาวกว่าจะเอาตัวรอดในสถานที่นั้นๆได้ดีกว่า นานๆ เข้าตัวที่เขี้ยวยาวกว่าพ่อแม่ของตนรอดมากๆเข้าก็ทำให้หมูป่าในปัจจุบันเขี้ยวยาวขึ้น อนัตตลักษณ์(สิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนอยู่เองโดยไม่เกี่ยวเนี่ยวกับใครมีตัวตนเพราะอาศัยปัจจัยต่างๆประกอบกันขึ้น เช่น ต้นไม้ย่อมอาศัยแสง ดิน น้ำ แร่ธาตุ ราก ใบ กิ่ง แก่น ลำต้น อากาศ ทำให้ดำรงอยู่ได้) สิ่งทั้งปวงย่อมเกี่ยวเนี่องซึ่งกันและกันทำให้เกิดการผสมผสาน ทำให้เกิดความหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างร่างกายของเราย่อมเกิดจากความเกี่ยวข้องกันเล็กๆน้อยและเพิ่มขึ้นซับซ้อนขึ้น เมื่อสิ่งต่างมีผลกระทบต่อกันในด้านต่างๆทำให้เกิดกฎแห่งหน้าที่(ชีวิตา)เช่น ตับย่อมทำงานของตับ ไม่ได้ทำงานเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ และถ้าธาตุทั้งสี่ไม่ทำหน้าที่ของตน ร่างกายของย่อมแตกสลายไปราวกับอากาศธาตุ สรุป กฎไตรลักษณ์เป็นสิ่งที่ทำให้มีการสร้าง ดำรงรักษาอยู่ และทำลายไปของทุกสรรพสิ่ง ทุกขลักษณ์ทำให้สิ่งทั้งปวงอยู่นิ่งมิได้ อนิจจลักษณ์เปลี่ยนแปลงธาตุต่าง อนัตตลักษณ์ทำให้เกี่ยวเนื่องผสมผสานกันทำให้ซัยซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหตุว่าพระพุทธศาสนาไม่เชื่อในอำนาจการดลบันดาลของพระเจ้า จึงจัดอยู่ในศาสนาประเภท อเทวนิยม ในความหมายที่ว่าไม่เชื่อว่า พระเจ้าบันดาลทุกสรรพสิ่ง ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก และปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า แต่ไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของจิต

#6 By เทป (118.172.173.250) on 2008-11-21 19:09